แนะนำสินค้าสำหรับคุณแม่มือใหม่

สวัสดีครับ ทุกท่าน

วันนี้ผมขอนำเสนอสินค้าสำหรับคุณแม่ๆ หรือ ผู้ที่กำลังหาซื้อของไปฝากคุณแม่มือใหม่

ตาม link ด้านล่างนี้เลยครับ



โชโค้ริน
chokorin



หวังว่าพี่น้องทุกท่านจะได้พบสินค้าดีๆ ถูกใจกลับไปนะครับ

โกนขนยังไงให้เกลี้ยง เนียน

 โกนขนยังไงให้เกลี้ยง เนียน


การโกนขนนั้นสาวๆ หลายคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญหรือไม่จำเป็น แต่จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน ดังนั้น Lisa จะมาแนะนำวิธีการโกนขนให้เกลี้ยงเนียนโดยไม่ทำร้ายผิวให้อย่างถูกต้องที่สุด

โกนขนยังไงให้เกลี้ยง เนียน
โกนขนยังไงให้เกลี้ยง เนียน




โกนขนยังไงให้เกลี้ยง เนียน ต้องลองทำดังต่อไปนี้


อย่าลืมขัดผิวก่อน: เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ที่จะช่วยให้คุณโกนได้ชิดผิวหนังมากขึ้น

โกนขนตอนกลางคืน: การ โกนขนอาจทำให้ผิวบริเวณนั้นไวต่อความรู้สึก ฉะนั้น จึงควรปล่อยให้ผิวได้พักฟื้น ไม่ควรออกไปตากแดดตากลมหรือลงน้ำทะเลหลังโกนเสร็จใหม่ๆ ยิ่งถ้าโกนในจุดซ่อนเร้น ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ดี

โกนขนหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ:
เพราะรูขุมขนจะเปิด ทำให้โกนได้สะดวกขึ้น ขนจะนิ่มๆ

โกนขนขณะอาบน้ำอุ่น: เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ขนโกนออกง่าย เปิดรูขุมขน ทำให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

ใช้เจลหรือโฟมโกนหนวด: เพราะเจลที่ผู้ชายใช้สำหรับโกนหนวดจะมีสารหล่อลื่นซึ่งเหมาะมากสำหรับการโกนขน มันจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหลังโกนขน และยังช่วยป้องกันการระคายเคืองอีกด้วย

ล้างใบมีดหลังจากการโกนขนในแต่ละครั้ง: การ ล้างใบมีดโกนให้สะอาดหลังจากการโกนในแต่ละครั้งจะช่วยให้ขนไม่ติดอยู่บนใบ มีดทำให้สามารถโกนขนออกได้อย่างเกลี้ยงเกลามากยิ่งขึ้นและเป็นอีกหนึ่งวิธี ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสาวๆ

ขอบคุณบทความดีๆจาก Lisaguru

4 ขั้นตอนการเช็ค เวลาลูกร้องแบบไม่มีเหตุผล ทำยังไงก็ไม่เงียบ เป็นอะไรหรือเปล่า แล้วแก้ไข รักษายังไง



4 ขั้นตอนการเช็ค ลูกร้องแบบไม่มีเหตุผล จะแก้ยังไงดี ต้องเช็คอะไรบ้าง รักษาได้มั้ย


สำหรับหลายๆท่าน ในช่วงเดือนแรกคงจะประสบเหตุการณ์อย่างเดียวกันคือ ลูกร้อง ร้อง แล้วก็ร้อง ทำยังไงก็ไม่เงียบ บางคนนี่ร้องเป็นเวลาเลย อาจจะเย็นๆ หรือบางคนแย่หน่อย ก็กลางดึก แล้วจะแก้ไขอย่างไร

สำหรับคนอื่นผมไม่รู้ แต่สำหรับผม ผมเอาตัวผมเป็นหลัก เวลาลูกจะร้อง ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือไม่เป็นเวลา แล้วร้องๆๆๆๆๆ ผมจะเช็คทั้งหมด สี่ อย่างตามลำดับ ดังต่อไปนี้

ลูกร้องแบบไม่มีเหตุผล ต้องเช็คอะไรบ้าง

ลูกร้องแบบไม่มีเหตุผล จะแก้ยังไงดี
ลูกร้องแบบไม่มีเหตุผล ทำไงดี

 1. หิวหรือเปล่าลูก เด็กๆแต่ละคนจะมีวิธีบอกเราที่แตกต่างกันไป สำหรับผมเองนั้นใช้วิธีการจับแถวๆปลายคางของลูก ซึ่งถ้าเขาหิวนี่ แทบจะกินนิ้วผมเข้าไปเลย แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะร้องต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง


2. ฉี่หรือเปล่า ปรกติผมจะใช้แผ่นรอง คล้ายๆแพมเพิส แต่ประหยัดกว่าเยอะ เอามาวางไว้ในผ้าอ้อมอีกที ช่วยซับฉี่ และก็อุจจาะรได้เป็นอย่างดี ประหยัดแรงซักผ้าอ้อมไปได้เยอะเลย แผ่นนึงประมาณ 2-3 บาทเอง วันนึงต่อให้เปลี่ยน 10 ผืน ก็พึ่งจะ 20 บาท สบายกระเป๋าโลด ขั้นตอนนี้ก็แค่ เช็คดูว่าเปียกหรือเปล่า หรือว่าถ่ายหรือเปล่า เพราะลูกจะแสดงอาการรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว แล้วก็จะร้องๆๆๆๆๆๆ จนกว่าเราจะเปลี่ยนแผ่นใหม่

3. เรอ หรือยัง อยากตดหรือเปล่า ทุกครั้งหลังกินนมแม่ หรือนมขวดเสร็จ จะต้องให้ลูกเรอทุกครั้ง บางที่กินๆ แล้วก็หลับไป เลยไม่ได้จับเรอก่อน ลูกก็หลับไปพักหนึ่งแล้วก็ตื่น บางคนก็จะร้องๆๆๆๆ เช่นเคย เป็นอะไรน้า..... แล้วก็แค่ทำให้เขาเรอสักครั้งหนึ่ง ดังๆ เอิ๊กกกกก แค่นี้ ก็หลับต่อได้คร้าบบบ วิธีการช่วยให้เรอ สำหรับท่านที่รู้แล้วก็ทำต่อไปครับ สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ เคล็ดลับง่ายๆ คือการอุ้มลูกท่าพาดบ่า จะง่ายที่สุดเลยครับ อุ้มไว้สักพัก ถ้าเขาจะเรอ จะเรอออกมาเอง สำหรับตัวผมเองใช้สองท่า ท่าแรกคือให้เขานั่งบนน่องเรา แล้วพิงตัวเราไว้ แล้วก็ลูบหลังช้าๆ ถ้ายังไม่เรอ ถึงจะอุ้มขึ้นท่าพาดบ่า ให้ท้องของลูกอยู่ที่ระดับแขนหรือหน้าอกเรา แล้วใช้อีกมือช่วยประคองคอไว้ สำหรับท่านที่ลูกยังคออ่อนอยู่


4. ปวดท้อง ท้องอืดหรือเปล่า ปรกติแล้วอันนี้จะเป็นอันสุดท้ายที่เรามองไม่เห็น และน่าจะเป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้ลูกร้องๆๆๆๆ แล้วก็ร้องๆๆๆ แบบไม่มีเห็นผล แต่จะสังเกตุได้ เพราะลูกจะร้องเป็นชุดๆ ทุกรอบจะมีจุดคลายแม็ก ซึ่งจะร้องดัง แล้วก็ดูลูกทรมานมากเลย วิธีแก้อันนี้ต้องออกตัวก่อนเลยว่าจะให้หายทันทีคงเป็นไปได้ยาก แต่ที่เราทำได้ คือช่วยบรรเทาอาการครับ ด้วยวิธีโบราณของเราคนไทยนี่แหละครับ มหาหิง ตัวท็อป เลย ทาท้องรอบๆสะดือ แต่อย่าให้โดนสะดือ แล้วก็เอาผ้าอ้อมผืนใหญ่ๆพันตัวเขาไว้แน่นนิดนึง ไม่ใช่ถึงกับลูกหายใจไม่ออกนะครับ แล้วก็อุ้มเขาแนบตัวเราไว้ให้มากที่สุด เขาจะร้องประมาณ สาม ถึง สี่ชุด แล้วจะสงบลงเอง สำหรับท่านที่รู้เวลาว่าลูกจะร้องช่วงไหน ก็เอามหาหิง ทาล่วงหน้าไปก่อนเลย ช่วยได้เหมือนกัน และก็พยายาให้เขาเรอ และตดให้มากที่สุด อาการปวดท้องนี้จะเป็นน้อยลงเอง


ทั้งนี้ ด้านบนที่วิธีที่ผมคิดเอง แล้วก็ลองกับลูกตัวเอง แล้วได้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างดี เลยมาแนะนำ เพื่อ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ สนใจ ไปลองได้ แต่ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะลูกของท่านเอง ท่านเองต้องเข้าใจที่สุด

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการเลี้ยงลูกนะครับ

ลูกไม่ยอมถ่าย(ขี้) อุจจาระ เป็นเวลาหลายๆวัน เป็นอะไรหรือเปล่า จะรักษายังไง แก้ยังไง

 ลูกไม่ยอมถ่าย(ขี้) อุจจาระ เป็นเวลาหลายๆวัน เป็นอะไรหรือเปล่า จะรักษายังไง แก้ยังไง


ในกรณีที่ลูกอายุได้ประมาณเดือนกว่าๆ เป็นช่วงที่ระบบภายในของเด็กเริ่มมีการพัฒนา จะไม่เหมือนช่วงเดือนแรกที่จะถ่ายกระจาย แทบจะวันละเกือบสิบรอบสำหรับบางคน สำหรับลูกผมเองก็ประมาณ 2-3 ชั่วโมงครั้ง

แต่พอพ้น หนึ่งเดือนแรกมา หลายๆอย่างก็เปลี่ยนไป ลูกเริ่มถ่ายห่างขึ้น จากถ่ายบ่อยๆ ก็เริ่มห่างเป็นสองวันครั้ง จนล่าสุดภรรยาผมเป็นกังวลมากเพราะลูกไม่ถ่ายมา 4 วัน และก็ตดเหม็นมาก ตดบ่อย แต่ยังไงก็ไม่ถ่ายสักที ช่วงสี่วันนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องไปธุระต่างประเทศพอดีเลยทำให้ช่วยเหลืออะไรไม่ได้

แต่พอกลับมาก็มีโอกาสได้ลองทำหลายๆอย่างในเย็นวันที่ 5 นั้นเลย เพราะเป็นกังวล และดูเหมือนลูกจะไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไหร่ เลยตั้งใจว่ายังไงวันนี้ก็จะต้องให้ถ่ายให้ได้ ผมกับภรรยาและก็ครอบครัวของภรรยาก็มาช่วยกันลุ้น ^^

ก็ทำไม่กี่อย่างครับ แต่ต้องใช้เวลากันหน่อย

ลองทำตามกันดูได้ เพราะสิ่งต่างๆที่ทำ ผมและภรรยาได้ลองค้นหาข้อมูลแล้วว่าปลอดภัยกับตัวลูกน้อยของเราแน่นอน

ลูกไม่ยอมถ่าย(ขี้) อุจจาระ เป็นเวลาหลายๆวัน เป็นอะไรหรือเปล่า จะรักษายังไง แก้ยังไง


1. บริหารร่างกายลูกน้อย ด้วยการช่วยเขาขยับแขนขา เหมือนเวลาเราออกกำลังกาย ขยับเบาๆ ท่านอนยกขาชันขี้น แล้วก็เหยียดตรง สลับไปมาเป็นชุดๆ ไม่ต้องทำเร็ว หรือรุนแรง แค่ต้องการให้หน้าท้องเขาได้ขยับบ้าง และตามด้วยแกว่งแขนลูกเบาๆ ไปมา และที่ผมทำแต่ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ แต่เหมือนลูกผมชอบคือประคองเขาเหมือนให้เขา ซิดอัพ ช้าๆ เน้น ช้าๆ

2. ใช้สำลี ชุบน้ำธรรมดา หรือเย็นนิดหน่อย เปียกๆหน่อยก็ดี แล้วเช็ดบริเวณรูก้นเหมือนตอนที่เช็ดก้นให้เขา เพราะเวลามีอะไรเย็นๆไปโดน อาจช่วยกระตุ้นให้ลูกถ่ายออกมาได้

3. ช่วยลูกเบ่ง อันนี้ สนุกจริงๆครับ เพราะต้องอยู่ในมุมที่เขาจะมองเห็นเราแล้วทำตามเรา ผมเป็นคนนำเบ่งเอง เลยกล้าพูดได้ว่า สนุกมาก เวลาเห็นเขาเบ่งตามเรา โดยที่เราใช้ทั้งหน้าตาของเรา และเสียงเหมือนเสียงเบ่งของเรา ทำเป็นจังหวะๆ พร้อมกันนี้เอามือสักข้างหนึ่งลองจับที่หน้าท้องของลูกดู สำหรับผม เวลาผมทำหน้าเบ่ง พร้อมกับออกเสียงนั้น ผมจะใช้มือข้างที่จับท้องลูกไว้ กดเบาๆ เราจะรู้สึกได้ว่าเขาเริ่มเกร็งหน้าท้อง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โอ้ว ผมลืมบอกไปอีกอย่าง ท่าตอนนี้ ถ้าลูกอยู่ในท่านอนจะง่ายที่สุดสำหรับเรา ถ้ายังไม่ถนัดอุ้มลูกท่าเข้าห้องน้ำ ก็แค่ให้ลูกนอนแล้วก็ยกขาเข้าไว้ทั้งสองข้าง เพื่อให้ทาง(ขี้) สะดวก
เหลาสบู่เป็นรูปหัวกระสุน
เหลาให้เป็นลักษณะนี้เพื่อให้ง่ายกับการสวน

4. ถ้ายังไม่ออกจริงๆ ก็ใช้ ที่เขาเรียกกันประมาณว่า สบู่สำหรับเด็กเหลาๆ ให้เหมือนหัวกระสุน อะครับ แล้วก็ชุบน้ำ ให้มันลื่นๆ แล้วก็ใช้ลักษณะเหมือนช่วยสวนก้น เพื่อช่วยกระตุ้น

จากสี่ข้อด้านบนนี้เป็นประสบการณ์ตรง และลูกผมก็ถ่ายได้ แต่ถ้าท่านใดยังไม่สำเร็จ ก็พยายามต่อไปนะครับ เพราะช่วง 2 - 3 เดือนนี้ เด็กๆบางคนอาจจะไม่ถ่ายเป็นอาทิตย์ หรือหลายอาทิตย์ได้ ถ้าทำใจได้ก็โอเคครับ

ต้องขออภัยถ้าผมใช้คำศัพท์บางคำที่ไม่เหมาะสม แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายครับ

เด็กนอนดึกจะส่งผลอย่างไรบ้าง


เด็กนอนดึกจะส่งผลอย่างไรบ้าง

ผลการวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยคอ ลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า เด็กที่เข้านอนดึกหรือไม่ได้เข้านอนในเวลาที่สม่ำเสมอ จะส่งผลให้ความสามารถในการอ่านและการคิดคำนวณอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับเด็ก ที่เข้านอนเร็วและเข้านอนเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ

เด็กนอนดึกจะส่งผลอย่างไรบ้าง
เด็กนอนดึกจะส่งผลอย่างไรบ้าง

ทีมวิจัยนำโดยศาสตราจารย์อแมนดา แซกเกอร์ ทำการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยาและอนามัยชุมชน ทำการเก็บข้อมูลจากเด็กอายุ 7 ขวบ จำนวนมากกว่า 11,000 คน เพื่อศึกษาว่าการนอนหลับจะมีผลกระทบกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือ ไม่ และพบว่าโดยภาพรวมเด็กที่ไม่เคยมีเวลาเข้านอนอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่เคยเข้านอนก่อนเวลา 21.00 น. มีคะแนนในการทดสอบความสามารถในการอ่าน การคิดคำนวณ และความเข้าใจในมิติสัมพันธ์ที่ต่ำกว่าเด็กที่มีพฤติกรรมการเข้านอนเร็วกว่า 21.00 น. อย่างสม่ำเสมอ และผลดังกล่าวจะชัดเจนมากในเด็กผู้หญิงด้วย
นางอแมนดาหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า การเข้านอนไม่เป็นเวลานั้นอาจเป็นผลสะท้อนมาจากสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่ ยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ส่งผลมากกว่าการนอนหลับที่ถูกรบกวน โดยจากกลุ่มตัวอย่าง เด็กที่เข้านอนดึกและไม่เป็นเวลานั้นมาจากข้อด้อยด้านพื้นฐานทางสังคม ได้อ่านหนังสือน้อยในแต่ละคืน และโดยทั่วไปมักจะใช้เวลาก่อนนอนไปกับการดูทีวีเสียเป็นส่วนใหญ่

อยู่ชลบุรี ฝากท้องที่ไหนดี ฝากหมออะไรดี ฝากโรงพยาบาลไหนดี?

สำหรับพี่ๆน้องๆที่อยู่แถวเมืองชลบุรี เป็นพิเศษเลยนะครับ เพราะผมเองก็อยู่ชลบุรี ก็สอบๆถามจากพี่ๆที่รู้จัก แล้วก็มีโอกาสไปฝากท้องแรกของภรรยาด้วย ก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่แนะนำต่อไม่ได้แล้ว สำหรับ นพ. ท่านนี้ ซึ่งดูแลคุณแม่ตั้งแต่ก่อนท้องแรกๆ จนคลอด

คุณหมอท่านนี้อยู่โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีราชา ชื่อนายแพทย์ ยุทธศิลป์ เป็นคุณหมอดูแลครรภ์ และก็คุณหมอหญิง แพทย์หญิง ธิดารัตน์ เป็นหมอดูแลเด็ก เหมือนมาเป็นแพกค์คู่ครับ ตอนนี้ลูกผมก็อายุได้ 10 วันแล้วครับ แข็งแรงสมบูรณ์ดี ส่วน คุณแม่ที่พึ่งผ่าคลอดมาก็แข็งแรงดี

ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะคลอดเองครับ แต่ว่าพอซาวด์ตอนวีกที่ 39 พบว่าเด็กตัวใหญ่ เหมือนจะน้ำหนักเยอะแล้ว ประมาณ 3600 กรัม คุณหมอเลยบอกว่า ยังไงคุณแม่ก็คงไม่ปวดท้องครับ เพราะถึงแม้จะปวดก็คงคลอดเองไม่ได้ เพราะเด็กตัวใหญ่แล้ว ส่วนคุณแม่ตัวเล็ก ^^ . ก็เลยตัดสินใจผ่าคลอดครับ


ลูกสาวผม ชื่อรรินค่ะ
น้องรริน อายุ 10 วัน
ตอนนั้นภรรยาผมก็ตื่นเต้นมาก กลัวไปหมดทุกสิ่งอย่าง เพราะฟังคนอื่นมาเยอะด้วย ว่า เดี๋ยวจะเจ็บ เดี๋ยวจะโน่นนี่นั่น แต่พอถึงเวลาจริง คุณหมอใช้เวลาเพียงไม่กี่อีดใจก็เสร็จเรียบร้อย ไม่เจ็บสักนิด(อันนี้ผมถามภรรยาผมมาครับ ไม่ได้กุขึ้นมาเองครับ) อ๋อ ส่วนวิธีทำคลอดที่เลือกเป็นการบล็อกหลังครับ สะดวก และปลอดภัยกว่าการวางยาครับ

ก็ทุกสิ่งอย่าง ก็อยู่ที่ความพึงพอใจ ของคุณๆเองนะครับ ว่าสะดวกที่ไหน ที่ผมแนะนำไปนี่ ก็จากประสบการณ์ตรงครับ คุณหมอเก่ง ดูแลดี แถม ค่าบริการเป็นกันเองด้วยครับ ไม่โหดเหมือนบางที่ๆ ผมได้ยินมา

เครื่องทำความสะอาดขวดนม จำเป็นมั้ย?

ถ้าถามคำถามนี้เมื่อตอนมีลูกใหม่ๆ ก็คงยังบอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย เครื่องทำความสะอาดขวดนมเนียะ

แต่พอได้เวลาที่เขาต้องดื่มจากขวดนมแล้วจะรู้ว่ามันช่วยลดเวลาของเราได้เยอะเลย ผมกับภรรยาเจอมาแล้วกับการมานั่งล้าง แล้วก็มานั่งแช่น้ำร้อนเพื่อทำการฆ่าเชื้อโรค เป็นการเสียเวลามากๆ

ผมเลยไปหาข้อมูลดูแล้วก็พบว่า พอมีเครื่องล้างขวดนมที่ช่วยเราได้อยู่ แถมมันล้างแค่ 6 นาทีเอง ก็เลยลองซื้อมาดู ก็พอใช้ได้อยู่ครับ สบายหน่อย ไม่ต้องทำหลายขั้นตอนมาก

ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลย ใครมียี่ห้ออื่นๆที่คนแนะนำก็ไปดูได้ครับ




ก็ลองศึกษากันดูนะครับ ไม่มีถูกผิด ลูกของเรา เวลาของเรา

ขอให้ทุกคนสนุกกับการเลี้ยงลูกนะครับ

Car Seat ที่นั่งสำหรับเด็กในรถ จำเป็นมั้ย ยี่ห้อไหนดี แบบไหนดี ราคาถูกๆหาที่ไหน ประโยชน์ของcar seat?

 ถึงวันนี้ก็ใกล้เคียงแล้วครับ ตอนนี้ 37 weeks กับอีก 5 วัน ก็รอต่อไปครับ

และก็ได้เวลามาดูว่าจะซื้อ car seat แบบไหนดี ซื้อที่ไหนดี ยี่ห้ออะไร ราคาประมาณเท่าไหร่



ประโยชน์ของ Car Seat คือ

1. ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางโดยรถยนต์ให้กับลูกของเรา โดยเป็นที่นั่งที่กระชับพอดีตัวกับตัวเด็กและมีสาย safety belt เพื่อป้องกันเวลาเกิดอุบัติเหตุ อีกหนึ่งสิ่งถ้าลูกนั่งตักคุณแม่เวลานั่งรถไปเวลาเกิดอุบัติเหตุลูกซึ่งอยู่ระหว่างตัวคุณแม่กับตัวคอนโซนหน้ารถ จะทำให้ลูกได้รับบาดเจ็บมาก

2. ยังช่วยให้ลูกนั่งสบายๆอยู่บนรถไปกับเราเวลาต้องเดินทางกับลูกเพียงสองคน

3. ให้ลูกนั่งในระดับความสูงที่สามารถมองเห็นด้านนอกรถได้เพื่อจะให้ลูกได้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆรถ ระหว่างที่รถแล่นไป เพราะถ้าให้นั่งที่เบาะรถ ลูกจะมองเห็นแต่ท้องฟ้า กับประตูรถเท่านั้น

การเลือก Car Seat



1. แรกเกิดถึง 12 เดือน น้ำหนักของเด็กไม่เกิน 10 กิโลกรัม ควรใช้ Car Seat แบบนั่งหันไปด้านหลังรถ และปรับระดับได้ 45 องศา จะช่วยป้องกัน หัว ลำคอ และกระดูกสันหลังได้ดีที่สุด

2. อายุมากกว่า 12 เดือนขึ้นไป น้ำหนักตัวเด็ก 9 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ Car Seat แบบนั่งหันมาหน้ารถ

ในปัจจุบันมีแบบ Car Seat มากมายให้เลือกสรร ซึ่งสามารถปรับหมุน 360 องศา และสามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงบางรุ่นได้ถึง 7 ขวบ เลยทีเดียว


หวังว่าพี่ๆ น้องๆ ที่กำลังมองหา Car Seat จะได้ไอเดีย ดีๆไปไว้เลือกกันนะครับ


ขอเป็นกำลังใจให้แม่ๆ ทุกท่าน อดทนๆ แข็งแรงๆ นะครับ

ขอบคุณ และ สวัสดีครับ

5 ภัยไฮเทคที่แม่ท้องต้องระวัง

ปัจจุบันเวิร์กกิ้งมัมมีเทคโนโลยีใกล้ ตัวให้เลือกใช้หลายอย่างที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว สะดวกสบายให้กับการทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวัน และการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ มือถือ เครื่องถ่ายเอกสาร ไมโครเวฟ และเครื่องเล่น MP3 แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาให้รอบคอบเพื่อจะได้ ใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
1. คอมพิวเตอร์ใช้อย่างไรจึงปลอดภัย ในวันหนึ่งๆ เวิร์กกิ้งมัมหลายท่านคงต้องใช้เวลาในการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โดย เฉลี่ย 6-8 ชั่วโมง มีผลการวิจัยจากต่างประเทศทั้งที่กล่าวว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรังสีที่แผ่ออกมาจากคอมพิวเตอร์จะมีผลต่อลูกในท้อง ทำให้เป็นมะเร็ง หรือการอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันจะทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดน้อยลง แต่ก็มีการวิจัยอีกหลายชิ้นที่กล่าวว่าการใช้คอมพิวเตอร์ไม่มีความเกี่ยว ข้องกับการตั้งครรภ์และไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อลูกโดยตรง แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการใช้คอมพิวเตอร์จะมีผลเสียต่อลูกในท้อง โดยตรงหรือไม่ แต่หากใช้เป็นเวลานาน ย่อมทำให้คุณแม่ มีอาการไม่สบายเนื้อตัว อ่อนล้าหรือมีความเครียดเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ย่อมกระทบต่อลูกแน่นอนค่ะ

ภัยไฮเทคที่แม่ท้องต้องระวัง
ภัยไฮเทคที่แม่ท้องต้องระวัง

           ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ : เมื่อต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานมักทำให้สายตาล้า ตาแห้ง ระคายเคืองหรือมีอาการสายตาสั้นชั่วคราว จึงควรนั่งให้สายตาอยู่ห่างจากจอไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อลดปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาให้ได้รับน้อยที่สุด รวมถึงการติดแผ่นกรองแสงก็จะช่วยลดไฟฟ้าสถิตและป้องกันแสงสะท้อนเข้าสู่ตา ได้ ภายในห้องควรมีแสงสว่างพอเหมาะ ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไป และควรพักสายตาจากหน้าจอประมาณ 5-10 นาที หลังจากใช้งานทุก 1 ชั่วโมง
           ท่าที่ถูกต้อง : การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้ปวดเมื่อยบริเวณไหล่ คอและหลัง เพราะร่างกายต้องรับน้ำหนักเกินความจำเป็นและทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ สะดวก จนเกิดอาการบวมบริเวณมือหรือเท้าได้ ท่านั่งที่ถูกต้องคือนั่งลึกให้เต็มเก้าอี้และหลังพิงพนัก ใช้หมอนหนุนหลังและเก้าอี้ตัวเล็กรองที่เท้า ลุกขึ้นยืนยืดแขนขา เปลี่ยนอิริยาบถในขณะทำงานบ้าง ก็จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้
           อุปกรณ์ต้องสะอาด : หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์และรอบๆ บริเวณคอมพิวเตอร์เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
           สุขภาพที่ต้องใส่ใจ : การเพ่งจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะทำให้เกิดความเครียดเพราะสมองต้องทำงานหนัก ทางที่ดีควรหยุดพักบ้างหรือทำงานอย่างอื่นไปด้วย เพื่อลดระยะเวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง นอกจากนี้ต้องเอาใจใส่สุขภาพโดยการกินอาหารให้เป็นเวลา ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำและพักผ่อนให้เพียงพอด้วย
           นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์แล้ว คุณแม่ก็ไม่ควรนั่งหน้าจอโทรทัศน์เป็นเวลานานเช่นกัน เพราะนอกจากผลกระทบดังที่กล่าวมาแล้ว การนั่งดูโทรทัศน์เป็นเวลานานจะทำให้ปวดเมื่อยร่างกายและอ้วนง่าย เพราะเพลิดเพลินไปกับการดูและการกินขนมจุบจิบในเวลาเดียวกันด้วยค่ะ
2. มือถือ ใคร ว่าไม่อันตราย คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือถือเป็นเวลานานในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากในขณะ ที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือจะมีรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (รังสีไมโครเวฟ) ออกมา โดยคลื่นความร้อนนี้สามารถทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ ส่งผลให้ทารกเป็น โรคต้อกระจก ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สมาธิสั้น พัฒนาการล่าช้า และยังเป็นสาเหตุของโรคเนื้องอกในสมองของคุณแม่อีกด้วย
           หากมีความจำเป็นที่ต้องคุยโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ ควรจำกัดระยะเวลาการใช้งานไม่ให้นานจนเกินไป ให้รีบวางโทรศัพท์ทันทีเมื่อรู้สึกปวดหัว แสบร้อนที่หูหรือผิวหนังบริเวณที่ถือโทรศัพท์ ควรใช้สมอลทอร์คแทนการใช้โทรศัพท์แนบหูจะปลอดภัยกว่า เพราะคลื่นจะพุ่งเข้าสู่โทรศัพท์ไม่ได้เข้าสู่ผู้ใช้โดยตรง
           สำหรับคุณแม่ที่มีลูกแล้วก็ไม่ควรให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือก่อนอายุ 9 ขวบ เนื่องจากระบบประสาทของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ คลื่นความร้อนอาจเข้าไปทำลายสมองและส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ทั้งทางด้านการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นิสัยใจคอและการพูดจาด้วย
 3. เครื่องถ่ายเอกสาร ปลอดภัยไว้ก่อน เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์สำนักงานอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรมองข้ามความ ปลอดภัยในการใช้งาน เพราะการใช้งานเครื่องถ่ายเอกสารบ่อย ๆ หรือแม้แต่การนั่งทำงานใกล้เครื่องถ่ายเอกสารนั้น จะทำให้ร่างกายได้รับอันตรายจากรังสีและสารเคมีที่แผ่ออกมาจากเครื่องโดยที่ ไม่รู้ตัว ถ้าไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเป็นสาเหตุให้แท้งได้
           รังสียูวี : ในการถ่ายเอกสารทุกครั้งควรปิดแผ่นบังแสง เพื่อป้องกันการได้รับรังสียูวีจากแสงที่แผ่ออกมาจากหลอดไฟเป็นเวลานานหรือ ในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้ระคายเคือง เกิดการอักเสบของกระจกตาหรือเกิดผื่นคันตามผิวหนัง
           ผงหมึก: ในหมึกของเครื่องถ่ายเอกสารระบบแห้งจะมีส่วนผสมของผงคาร์บอนและเรซิน ส่วนผงหมึกของเครื่องถ่ายเอกสารระบบเปียกจะละลายในสารละลายอินทรีย์พวก ปิโตรเลียม หากหายใจผงหมึกเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ไอ จาม และทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกด้วย
           ก๊าซโอโซน : เกิดจากการอัดตัวและปล่อยประจุไฟฟ้าที่ลูกกลิ้ง กระดาษ และเมื่อมีการปล่อยแสงยูวีในขณะที่ถ่ายเอกสาร ทำให้ระคายตา จมูก หายใจสั้น วิงเวียนมีอาการล้า โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอาการของโรคทางเดินหายใจ อย่างหอบหืดอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงก๊าซโอโซนเป็นอย่างมาก
           เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องถ่ายเอกสารบ่อยๆ ไม่นั่งทำงานใกล้กับเครื่องถ่ายเอกสาร ใส่ผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นจากผงหมึก และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดหลังการใช้งานทุกครั้งเพื่อไม่ให้มีผงหมึกหรือสาร เคมีติดที่มือ หากเผลอไปหยิบจับอาหารหรือขนมแล้วกินเข้าไป จะทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ
4. ไมโครเวฟ อุ่นอาหารอย่างไรให้อุ่นใจ การอุ่นหรือปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟถึงแม้จะสะดวกและรวดเร็วก็ตามแต่หากกิน อาหารที่อุ่นด้วยไมโครเวฟบ่อยๆ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการได้รับรังสีไมโครเวฟที่ออกมาในขณะที่อุ่น อาหารสะสมในร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่จึงต้องใช้ไมโครเวฟอย่างระมัดระวังและการกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ย่อม มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารที่อุ่นจากไมโครเวฟ
           ภาชนะ : เลือกภาชนะใส่อาหารที่จะนำเข้าไมโครเวฟให้เหมาะสม เช่น ชามแก้วทนไฟ ชามกระเบื้อง ภาชนะไม้ ห้ามใช้ภาชนะโลหะ ภาชนะกระเบื้องที่มีขอบสีเงินหรือทอง ภาชนะพลาสติกที่ไม่ทนความร้อน รวมถึง ไม่ควรใช้ไมโครเวฟอุ่นนมในขวดนมด้วย
           อาหาร : เลือกปรับอุณหภูมิปานกลางในการอุ่นอาหาร หรืออ่านบนฉลากอาหารก่อนทุกครั้ง ไม่ควรใช้อุณหภูมิที่สูงจนเกินไป เพราะจะทำให้มีการซึมของสารฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อ ร่างกายได้ และควรใช้ฝาชีหรือพลาสติกทนความร้อนครอบอาหาร (โดยไม่ต้องปิดฝาแน่น) จะช่วยกรองรังสีไมโครเวฟได้ในระดับหนึ่ง
           ข้อควรระวัง :   ไม่ควรให้ดวงตาแนบกับฝาตู้ หรือจ้องมองภายในเครื่อง (โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งคุณแม่ต้องระวังไม่ให้จ้องมองระหว่างการอุ่นอาหาร) ปิดฝาตู้ให้สนิท เพื่อไม่ให้มีคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาระหว่างใช้งาน
           ไม่ควรนำอาหารที่มีผิวมันหรือมีเปลือกแข็งทำให้สุกโดยไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้อากาศภายในอาหารขยายตัวและไอน้ำที่เกิดขึ้นจะมีแรงดัน สูง จนเกิดการระเบิดได้ ควรใช้ส้อมจิ้มที่ผิวหรือเปลือกอาหารให้เป็นรูก่อน เพื่อป้องกันการปะทุที่เกิดจากความร้อนภายใน
5. เครื่องเล่น MP3 ดังไปนานไปไม่ดีนะ การฟังเพลงในช่วงที่ตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อน คลาย โดยเฉพาะการฟังจากเครื่องเล่น MP3 เพราะพกพาได้สะดวก ฟังที่ไหนก็ได้ แต่ควรฟังในระดับเสียงและระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อการ ได้ยินของคุณแม่เอง และไม่กระทบต่อไปยังเส้นประสาทด้านการได้ยินเสียงของทารกด้วย
           ระดับเสียงที่ฟัง : ไม่ควรเปิดเสียงในระดับที่ดังจนเกินไป ซึ่งระดับเสียงที่ทำให้เกิดอันตราย คือ ระดับเสียงที่ดังมากกว่า 85 เดซิเบล หากใช้หูฟังแบบเสียบหูก็ไม่ควรตั้งระดับความดังของเสียงเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของระดับเสียงทั้งหมด และไม่ควรดังเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้หูฟังแบบครอบศีรษะ นอกจากนี้ ควรรักษาระดับเสียงที่เปิดให้คงที่ ไม่ควรเพิ่มระดับให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพแวดล้อม เพราะจะเป็นสาเหตุให้การได้ยินเสียงบกพร่องมากขึ้น อีกทั้งเสียงที่ดังมากๆ ยังเป็นอันตรายต่อเซลล์รับคลื่นเสียงทำให้เกิดความบกพร่องด้านการได้ยินของ ทารกอย่างถาวรได้

ที่มาข้อมูลและภาพ vcharkarn.com

เลือกเพศลูก ด้วยอาหาร

เลือกเพศลูก ด้วยอาหาร อยากได้ลูกชายทำอย่างไร อยากได้ลูกสาวทำอย่างไร ต้องกินอะไร

บรรดาคู่แต่งงานทั้งหลายคงจะมีคำถามและถกเถียงกันว่าหากมีลูกอยากจะได้ลูกชายหรือลูกสาว และจะสามารถเลือกเพศของลูกได้หรือไม่ วันนี้มีแนวทางหนึ่งซึ่งได้รับการแนะนำจากสูตินรีแพทย์ว่า อาหาร มีส่วนช่วยให้เราสามารถเลือกเพศของลูกได้ และควรรับประทานอย่างไร จึงจะได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจล่ะ






อยากได้ลูกชายทำยังไง
เด็กผู้ชายหล่อๆ
เด็กผู้ชาย

ให้รับประทานอาหารที่ทำให้อัตราส่วนเกลือแร่ในร่างกายแตกต่างกัน โดยอาศัยหลักการที่ว่า รับประทานอาหารที่มีโปแตสเซี่ยมและโซเดี่ยมสูง เช่น ไส้กรอกเนื้อ มันฝรั่ง ลูกพีช กล้วยหอม ส้ม และ องุ่น
การรับประทานอาหารประเภทนี้ จะต้องเริ่มต้นตั้งแต่มีรอบเดือน และห้ามหยุดทานจนกว่าจะแน่ใจว่า คุณตั้งครรภ์แล้ว

อยากได้ลูกสาวทำยังไง

เด็กผู้หญิงน่ารัก
เด็กผู้หญิง
ให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น นม เนย ไข่ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง งาดำ และ ปลาตัวเล็ก ซึ่งต้องรับประทาน เช่นเดียวกันคือ เริ่มรับประทาน ตั้งแต่มีรอบเดือนจนกว่าจะตั้งครรภ์

ทั้งสองวิธีที่กล่าวมาคุณหมอท่านบอกว่าได้ผลถึง 70% เชียวนะ แต่ถ้าเกิด 30% ที่เหลือนั้นเกิดขึ้นกับตัวคุณก็ไม่ต้องผิดหวัง ให้คิดซะว่าเด็กอยากเลือกเพศของตัวเองละกัน จะได้ไม่ซีเรียสกันจนเกินไปค่ะ
นอกจากนี้ หากในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ได้รับประทานผักและผลไม้ ถั่วต่างๆ และปลาเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคภูมิแพ้แก่เด็กได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

7 สิ่งที่คุณแม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์ มีอะไรกันบ้าง

7 สิ่งที่คุณแม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์ มีอะไรกันบ้าง

หัวข้อนี้ก็เช่นเคยนะ ขออนุญาติ ให้เป็นหัวข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ และจำไปใช้ได้เลย

  •  สำคัญยิ่ง ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และ ธรรมชาติ ที่สุด เช่น ผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะ แอปเปิ้ล เพื่อ ช่วยลดอาการบวมของคุณแม่ใกล้คลอด, มะละกอ เพื่อการขับถ่ายที่สะดวก, กล้วยน้ำว้า มีประโยชน์ต่อลูก
  • หาครีมดำรุงผิว มาทาหน้าท้อง เพราะ ตอนท้องโตเร็ว อาจจะทำให้ท้องลายได้ ต้องหมั่นทาตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด เพราะจะช่วยได้เยอะ อาจจะขึ้นลาย แต่ก็น้อยกว่าไม่ทาอะไรเลย
  • ดื่มนมถั่วเหลือง เพราะนมถั่วเหลืองเป็นแหล่งสะสมของโปรตีนที่ดี และเยอะ อีกอย่างหนึ่งที่ได้ยินมาคือ ทำให้เด็กในท้องผิวสวย
  • เมื่อท้องเริ่มโตขึ้น ให้หาเข็มขัดพยุงท้องมาช่วยประคอง จะช่วยลดอาการปวดหลัง และ ช่วยให้โอกาสอาการท้องลายลดลงด้วย
  •  ควรดื่มน้ำให้มาก ประมาณ 6 - 8 แก้วต่อวัน
  • หาหนังสือ
  • ควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ถ้ามีอะไรที่รู้สึกผิดปกติ ก็ให้รีบปรึกษาแพทย์
นอกเหนือจากนี้ก็ดูแลสุขภาพจิตใจให้ดี และก็มีความสุขมากๆ

11 สิ่งที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์

11 สิ่งที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์

ให้เป็นข้อๆเลยแล้วกันนะจะได้ จำง่ายๆ เพราะถ้าเราระวังตัวเราเองได้ดีแล้ว ความเสี่ยงในการที่จะเสียเค้าไปก็ลดลง และก็แค่เตรียมพร้อมตัวเราในการเลี้ยงเค้าหลังจากคลอดออกมา

จะค่อยๆไล่ตั้งแต่ตอนท้องอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ จนท้องแก่นะ
  • อย่าเอื้อมมือสูงๆ หรือเอื้อมสุดแขน เพราะเดี๋ยวเด็กจะหลุดได้ (โดยเฉพาะในกรณีที่ท้องอ่อนๆ)
  • ไม่เดินขึ้นลงบันได บ่อยเกินไป หรือสูงชันเกินไป
  • ไม่ถือของหนัก
  • ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ที่ต้องใช้แรงมากๆ หรือ ขยับตัวเยอะ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลๆ เพราะการเดินทางหมายถึงการที่ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานานๆ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล เพราะจะส่งผมเสียต่อเด็กในครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะ ตัวคาเฟอีน จะไปทำให้ความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมไปยังลูกลดลง
  • ไม่ควรรับประทานอาหาร ครั้งละมากๆ เพราะจะทำให้ท้องอืด
  • ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด
  • ไม่ควรเครียด เพราะความเครียดของคุณแม่จะทำให้การพัฒนาสมองของเด็กในครรภ์ไม่เต็มที่
  • ห้ามนั่งยองๆ
 ลองดูนะ คงไม่ยากเกินไปสำหรับคุณแม่ๆ ที่ต้องการเห็นลูกออกมาสมบูรณ์ แข็งแรง

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากคุณแม่ผม และ ภรรยา

ลองมาดูกันบ้างว่า สิ่งที่คุณแม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์ มีอะไรกันบ้าง ที่นี่เลย

วิธีการตรวจว่าท้องหรือเปล่า ที่ได้ผลค่อยข้างใช้ได้

การที่เราจะใช้เครื่องตรวจนั้น ถ้าจะให้แน่ใจว่าผลที่แสดงออกมานั้นตรง

ก่อนอื่นเลยเราต้องเตรียมตัวเราก่อน และก็ตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม

มีสั้นๆ ง่ายๆ คือ ช่วงที่เหมาะสมคือ ตอนเช้าๆ ปัสสาวะครั้งแรก

เพราะว่าจะมีค่าความแม่นยำที่สุด

อีกอย่างหนึ่ง คือ ต้องประจำเดือนไม่มาเกินสัปดาห์ ก่อน เพราะอาจเป็นไปได้ที่ประจำเดือนจะมาคลาดเคลื่อน และทำให้ผลที่ได้ไม่ถูกต้อง

หรือ ทางออกที่ดีที่สุด คือการไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้รับการดูแล อย่างดี และได้รับยาบำรุง ทั้งตัวคุณแม่เอง และ คุณลูกในท้องด้วย

สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ตรวจครรภ์ ยังคงเป็นข้อสงสัยที่ยอดฮิตตลอดกาล เพราะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้ก็จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับอุปกรณ์ชนิดนี้ ซึ่งหลังจากที่ได้รวบรวมข้อสงสัยทั้งหมดก็พอจะสรุปออกมาเป็นข้อ ได้ดังนี้

ที่ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง คืออะไร ?

พอ จะสรุปง่ายๆได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ตรวจวัดหาระดับฮอร์โมน hCG (ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์)โดยการตรวจหาฮอร์โมน ตัวนี้ จะใช้ปัสสาวะของผู้ตรวจเป็นตัวทดสอบ ผลการตรวจจะแสดงให้ทราบว่ามีหรือไม่มีฮอร์โมน hCGในร่างกาย ซึ่งถ้าตรวจพบว่ามีฮอร์โมน hCG ก็เป็นไปได้ว่าอาจกำลังตั้งครรภ์

ที่ตรวจครรภ์มีกี่แบบ ?

ที่ตรวจครรภ์ที่วางขายอยู่ทั่วไป จะมีอยู่ 3 แบบ
1.ที่ตรวจครรภ์ แบบจุ่ม (strip style) ประกอบด้วย แผ่นทดสอบตั้งครรภ์ และถ้วยตวงปัสสาวะ
2.ที่ตรวจครรภ์ แบบหยด หรือ แบบตลับ (Cassette style) ประกอบด้วย ตลับทดสอบตั้งครรภ์, ถ้วยตวงปัสสาวะ และหลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะ
3.ที่ตรวจครรภ์แบบผ่าน หรือ แบบปัสสาวะผ่าน (Midstream style) ประกอบด้วย แท่งทดสอบตั้งครรภ์

ที่ตรวจครรภ์ราคาเท่าไหร่ ?

ราคาของที่ตรวจครรภ์ มีตั้งแต่ 50 บาท ไปจนถึง ร้อยกว่าบาท แล้วแต่ชนิดและยี่ห้อ 

ที่ตรวจครรภ์สามารถใช้ได้เมื่อไหร่ ?

หาก กำลังตั้งครรภ์อยู่ และประจำเดือนไม่มาประมาณ 3 วัน ก็สามารถใช้ที่ตรวจครรภ์ทำการตรวจได้ (บางยี่ห้อสามารถตรวจได้ตั้งแต่ประจำเดือนไม่มาเพียง 1 วัน)

ใช้ที่ตรวจครรภ์ตรวจช่วงเวลาไหนจึงจะดีที่สุด ?

ปัสสาวะในช่วงเวลาเช้าจะมีฮอร์โมน hcG อยู่ในปริมาณที่สูงที่สุด ดังนั้นช่วงเวลาเช้าจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจ

ใช้ที่ตรวจตั้งครรภ์ว่าไม่ท้อง แต่กลับท้อง ?

สำหรับ ปัญหานี้อาจจะมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่เท่่าที่พบบ่อยมักจะเกิดจาก ในช่วง 3 วัน ก่อนวันที่คาดว่าประจำเดือนจะมา ผู้หญิงแต่ละคนอาจมีระดับฮอร์โมน hCG แตกต่างกัน ไล่ตั้งแต่ ระดับต่ำมาก, ระดับกลาง หรือ ระดับสูงมาก ซึ่งหากระดับฮอร์โมน hCG ที่ร่างกายสร้างขึ้นยังคงต่ำกว่าระดับความไวของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ก็จะทำให้ตรวจไม่พบว่ามีการตั้งครรภ์  ดังนั้นจึงควรทำการตรวจตั้งครรภ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 โดยให้ทำการทดสอบห่างจากการทดสอบในครั้งแรก 48 ชั่วโมง ด้วยน้ำปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า

กลับหน้าเดิม


ทำยังไงให้ท้อง ง่ายๆ ไม่ต้องเสียตังเยอะ

ทำยังไงให้ท้องง่ายๆ จากประสบการณ์จริง

ขออนุญาติเล่าเป็นเรื่อง เพื่อให้เข้าใจแบบง่ายๆ นำไปปฏิบัติได้ทันที ไม่ต้องไปพึ่งหมอให้เสียเงิน เสียทองมากมาย เพื่อให้ได้มา ซึ่ง สิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้เราทำได้เอง


ต้องนับย้อนกลับไปช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2012 เป็นช่วงปล่อยตัวสบายๆ ไม่คุม และก็ไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อให้มีลูก เพราะว่าตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวช่วงเดือนตุลาคม แต่เหตุผลที่ไม่คุม ก็กลัวว่าพอถึงเวลาที่เราตั้งใจอยากจะมีลูกแล้วเค้าไม่มาเนียะ จะลำบาก เครียด คิดมากกันอีก อีกเหตุผลนึงคือเพราะเท่าที่สังเกตุมา ทุกครั้งที่ตั้งใจ เค้ามักจะไม่มา แต่กลับกันเมื่อเราสองคน
  • ทำตัวสบายๆ 
  • ไม่เครียด 
  • ไม่ตั้งใจจนเกินไป 
  • สร้างบรรยากาศที่ดี  เช่น เปิดไฟสลัวๆ แอร์เย็นๆ
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการทำงานๆๆๆ ออกแรง ออกเหงื่อ ทำยังไงก็ได้ให้ร่างกายได้ขยับ จะเป็นผลดีมากๆ
  • หาโปรแกรมใน มือถือมาช่วย เพื่อให้เรารู้ว่า เรามีประจำเดือนเมื่อไหร่ สม่ำเสมอมั้ย ถ้าสม่ำเสมอ ก็ง่ายหน่อย เพราะโปรแกรมจะช่วยเราในการบอกว่า ช่วงไหนของเดือน ไข่น่าจะตก ก็ปฏิบัติกิจช่วงนั้นเลย จะมีโอกาสติดได้ง่ายที่สุด
ทำยังไงให้ท้อง

ผลที่ตามมา คือ หลังจากนั้น สองเดือน คือช่วงต้นเดือนตุลาคม ก่อนที่จะจัดการเรื่องซื้อตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจที่จะตรวจว่า ท้องหรือไม่ท้อง ตอนนั้นก็ตื่นเต้นนิดหน่อย ใจนึงก็อยากไปเที่ยว อีกใจนึงถ้าเค้ามาก็ดีใจ แต่ก็ต้องอดไปเที่ยว

ณ วันนั้นที่ตรวจเป็นช่วงที่ภรรยา ประจำเดือนไม่มาแล้วสองเดือน ก็เลยลองตรวจดู

แล้วก็เป็นไปตามคาด มาสองขีด เต็มๆ

วิธีการตรวจว่าท้องหรือเปล่า ที่ได้ผลค่อยข้างใช้ได้ เชิญอ่านทางนี้

ก็ดีใจที่ได้มีลูกกะเค้าซะที แต่ก็ต้องทำใจอดไปเที่ยวแน่นอน 100% เพราะต้องการให้ชัวว่าเค้าจะอยู่กับเราจนครบ 9 เดือน แล้วก็คลอดออกมา เลยต้องงดเว้นการกระทำหลายๆ อย่าง เพื่อเป็นการป้องกันการแท้งลูก ผู้ใหญ่ๆ เขาก็คอยเตือนคอยสอนตลอด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่เรามีคนคอยให้คำปรึกษา และก็คอยเตือนตลอด

สิ่งที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรทำระหว่างตั้งครรภ์ กดเข้าไปอ่านกันได้เลย

หลังจากรู้แล้วว่าท้อง ก็ต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต นิดหน่อย เพราะตอนนี้มีสองชีวิตแล้วที่ต้องดูแล คือตัวเรากับลูกในท้อง